วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2556

อะไรทำให้มุรซีพ้นจากตำแหน่ง?


โดยฆอซีย์ อัตเตาบะฮฺ
กะมาล อตาเติร์กประกาศยกเลิกคิลาฟะฮฺของอ็อตโตมานแห่งอิสตันบูลเมื่อครั้ง ค.ศ.1926 ครั้งนั้นสร้างความเศร้าสลดและโกรธแค้นให้โลกอิสลามทั้งหมด ผู้รู้ นักเชิญชวน และกลุ่มก้อนต่างๆจึงเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อเผชิญกับเหตุการณ์ครั้งใหญ่นี้ รอชีด ริฎอเขียนหนังสือ “ผู้นำสูงสุด” ขึ้น และนักเชิญชวนบางคนได้ก่อตั้งสมาคม “เยาวชนมุสลิม” ใน ค.ศ.1927 ที่กรุงไคโร ส่วนฮะซัน อัลบันนาก่อตั้ง “ภราดรภาพมุสลิม” ค.ศ. 1928 โดยมีประเด็นเรื่องการนำการปกครองอิสลามแบบคิลาฟะฮฺและนำบทบัญญัติอิสลามมาใช้เป็นหนึ่งในประเด็นหลักๆที่ก่อตั้งกลุ่มอิควาน(ภราดรภาพฯ)ขึ้น
กลุ่มอิควานฯในอียิปต์สามารถผลักดันมุฮำหมัด มุรซีขึ้นสู่เก้าอี้ผู้นำอียิปต์ได้ หลังจากการเลือกตั้งหลายวาระที่มีกลุ่มนิยมอิสลามในอียิปต์หนุนหลังอยู่ และแล้วมุรซีก็ได้ขึ้นเป็นผู้นำจริงๆเมื่อ 30/6/2012 ทว่ามีอันต้องตกเก้าอี้ใน 3/7/2013 ทำไมเรื่องราวจึงมาถึงจุดสะดุด? และทำไมมุรซีจึงถูกไล่และมันเกิดขึ้นอย่างไร? และอะไรคือปัจจัยที่เอื้อต่อการณ์ดังกล่าว?
ในความเป็นจริงมีปัจจัยมากมายที่ทำให้มุรซีต้องระเห็ดจากตำแหน่ง
- เซคคิวลาร์ในสังคมอียิปต์ -
สังคมอียิปต์ต้องเจอกับแนวคิดแบบเซคคิวลาร์ที่เริ่มก่อตัวตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 อิสมาอีล บาชา ข้าหลวงอียิปต์ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เคยประกาศเอาไว้ว่าอียิปต์นั้นเป็น “เสี้ยวหนึ่ง” ของยุโรป หมายถึงอียิปต์จำเป็นต้องเดินตามแนวทางตะวันตกในเวลานั้น ฏอฮา ฮุเซนก็เคยประกาศเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 ว่าอียิปต์ต้องยอมรับอารยธรรมตะวันตกทั้งที่หวานชื่นหรือขื่นขมก็ตามหากยังต้องการเป็นประเทศศิวิไลซ์ นักวิชาการกลุ่มหนึ่งก็เชิญชวนสู่ข้อเดียวกันนี้ ไม่ว่าจะเป็นอะหมัด ลุฏฟี,อิสมาอีล มุซฮิร,มุฮำหมัด ฮะซัน ฮัยกัล หรืออับบ๊าส มะฮฺมู๊ด อัลอักก๊อดที่หลงใหลแนวทางทางการเมืองของอังกฤษ
สาระสำคัญที่นักวิชาการเหล่านี้(ที่ได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมตะวันตก)เรียกร้องก็คือการแยกศาสนาจากการเมืองและวางกรอบให้จำกัดอยู่เฉพาะในมัสยิดหรือโบสถ์เท่านั้น พร้อมกันนั้นก็ให้นำเอาประสบการณ์การใช้ชีวิตในสังคม,อารยธรรม,ความคิดแบบตะวันตกมาใช้ โดยกันข้อบัญญัติทางศาสนาออกไปเสีย
เมื่อครั้งเกิดการปฏิวัติ 1952 ญะม้าล อับดุลนาซิรได้นำแนวคิดแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์มาใช้ในช่วงทศวรรษ 60 ที่ไม่เพียงแค่ตอกย้ำการแยกศาสนาจากการเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นการถอดถอนศาสนาออกจากชีวิตผู้คนด้วย พร้อมทั้งสร้างข้อสงสัยให้เกิดขึ้นกับสถานะและบทบาทของศาสนาอีกด้วย
ความพยายามอันยาวนานที่ได้กล่าวมาของฟากเซคคิวลาร์นั้นนำพาอียิปต์ไปสู่สังคมที่ประกอบด้วยประชาชนหลายเหล่าที่มีท่าทีต่างกันไป บ้างเห็นควรจำกัดอิสลามไว้ในมัสยิดโดยไม่นำมาปกครอง บ้างอยากถอดถอนมันออกจากความคิดของผู้คนไปเลยด้วยมองว่าเป็นสิ่งเหลวไหลงมงายไม่ใช่สัจธรรม ทว่าภาพรวมของชาวอียิปต์ยังคงอยู่กับศาสนา ยังมีศรัทธาต่อบทบาทของอิสลามในชีวิต และเห็นความจำเป็นที่จะต้องนำระบอบอิสลามมาใช้ และพยายามแผ่ความคิดนี้ไปสู่ทุกภาคส่วนของสังคม
หลังจากการปฏิวัติ 25 มกราคม 2011 การเลือกตั้งทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นสภาผู้แทน,วุฒิสภาหรือแม้แต่การเลือกประธานาธิบดีและการทำประชามติต่างๆเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญล้วนแต่ยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว คือชาวอียิปต์ยังคงอยู่ฝั่งอิสลาม ความพยายามที่จะกำหนดทิศทางสังคมไปทางเซคคิวลาร์นั้นได้ไปเพียงแค่เสียงส่วนน้อยในประเทศเท่านั้น และถูกปิดทางโดยชนส่วนใหญ่ พวกเขายังคงศรัทธาว่าอิสลามต้องนำหน้าในทุกย่างก้าวของชีวิต นั่นคือสิ่งที่ถูกยืนยันจากบัตรลงคะแนนที่สุดท้ายส่งให้มุรซีได้เก้าอี้ประธานาธิบดีไป แต่เซคคิวลาร์หมู่น้อยนั้นกลับเป็นแนวหน้าของฉากทางการเมืองตลอดสองเดือนที่ผ่านมาซึ่งเป็นฝ่ายโหนกระแสว่าต้องล้มมุรซีและกันออกจากตำแหน่งให้ได้
- การชี้ชวนให้เปลี่ยนแปลงตัวตน
มีการชี้ชวนมาพอสมควรให้อิยิปต์สลัดความเชื่อมโยงใดๆก็ตามที่มีกับความเป็นอาหรับและอิสลาม โดยถือเอาว่าอียิปต์คือชนชาติที่มีความเป็นปัจเจกในตนเอง มีประวัติศาสตร์ยาวนานย้อนไปถึงสมัยฟาโรห์เมื่อครั้งอียิปต์โบราณ อียิปต์จึงควรตระหนักและดำเนินไปตามแนวทางแห่งข้อเท็จจริงนี้ คำกล่าวนี้เกิดขึ้นตั้งแต่หมดยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 ผู้มีชื่อเสียงทางสังคมหลายๆคนมีแนวคิดนี้ เช่น ซะอฺด ซัฆลูล อะหมัด ลุฏฟี อัซซัยยิด ซะลามะฮฺ มูซา และหลุยส์ อะวัฎ
หลังจากนั้นอับดุลนาซิร(1952)กลับเรียกร้องเรื่องชาตินิยมอาหรับ และนำอียิปต์กลับเข้าสู่สายใยแห่งความเป็นชนชาติอาหรับอีกครั้งหนึ่ง ทว่าการบอยคอตของประชาคมอาหรับที่มีต่อประธานาธิบดีซาดัตหลังจากที่เขาไปลงนามในสนธิสัญญาแคมป์เดวิดปี 1978 ก็กลับนำพาอียิปต์ออกไปสู่ความเป็นชนชาติฟาโรห์อีกครั้ง โดยมีฮุสนี มุบารักเดินตามทางดังกล่าว ทำให้อียิปต์สนใจแต่กิจการภายในของตน และสงวนท่าทีเกี่ยวกับกิจการของประชาคมอาหรับเรื่อยมา
ความพยายามทั้งหลายนั้นทำให้ประชาชนซีกหนึ่งเชื่อว่าอียิปต์คือชนชาติฟาโรห์ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับอาหรับหรืออิสลาม แต่ก็ยังไม่ใช่เนื้อแท้ของประชาชนโดยทั่วไป เพราะว่าอิสลามยังคงไหลเวียนอยู่ในทุกลมหายใจของอียิปต์ ทั้งทางสังคม อารยธรรม ความคิด การอบรม ศาสตร์ และค่านิยมต่างๆ จนพูดได้ว่าเราไม่สามารถเข้าใจความเป็นไปของอียิปต์ทั้งทางขนบธรรมเนียม ประเพณี การแต่งกาย อาหาร รสนิยม ความทะเยอทะยาน ความหวัง หรืออื่นใดเลยหากไม่ทำความเข้าใจร่วมกับอุดมการณ์ ความคิด และคำสอนแบบอิสลาม
ความพยายามที่จะให้อียิปต์สลัดความเกี่ยวพันใดๆกับอาหรับและอิสลามต้องล้มเหลว เพราะคำชี้ชวนนี้ไม่ตรงกับความเป็นจริงในสังคม จึงมีผู้ไม่เห็นด้วยถอนตัวออกมาในช่วงทศวรรษ 50 มุฮำหมัด ฮุเซน ฮัยกัลจึงเขียนหนังสือเกี่ยวกับท่านอบูบักร อุมัร และแหล่งของวะฮีย์ ส่วนฏอฮา ฮุเซนก็เขียนเรื่องต่างๆเกี่ยวกับอิสลาม อัลอักก๊อดเขียนเกี่ยวกับอัจฉริยภาพของเหล่าคอลีฟะฮฺ ฝ่ายที่อ้างความเกี่ยวพันอย่างแยกไม่ออกระหว่างอียิปต์กับอาหรับและอิสลามเป็นฝ่ายที่มีเสียงแข็งกว่า แต่กระนั้นก็ตามอย่างน้อยฝ่ายแรกก็สามารถตัดแบ่งประชาชนอียิปต์ส่วนหนึ่งมาอยู่ข้างตนได้ นั่นก็คือกลุ่มก้อนที่ยืนประจันหน้ากับมุรซีในทุกวันนี้ เป็นกลุ่มที่รับมุรซีที่มีแนวทางอิสลามไม่ได้ เป็นกลุ่มที่ไม่ยอมให้อียิปต์ชุบตัวลงในอิสลามเป็นอันขาด
- กองทัพแห่งอียิปต์ -
กองทัพมีบทบาทอย่างมากในด้านมวลชนหลังการปฏิวัติ 1952 พวกเขากุมอำนาจไว้โดยตรงในยุคญะม้าล อับดุลนาซิร และเรื่อยมาทั้งยุคซาดัตและมุบารัก ผู้นำเหล่านั้นให้ความสำคัญกับกองทัพอย่างมากโดยมองว่านี่เป็นหน่วยงานที่สำคัญที่สุดที่ตนถือครองอยู่ เป็นหลักที่ปกปักรักษาและดูแลบ้านเมือง พวกเขาพยายามกำหนดให้กองทัพอยู่แนวคิดเดียวกัน ดังนั้นเมื่อผู้นำเหล่านี้มีแนวเซคคิวลาร์กองทัพก็เป็นไปด้วย และพยายามขัดขวางอิทธิพลใดๆก็ตามที่อาจส่งผลต่อกองทัพไม่ว่าจากฟากฝั่งของพวกนิยมอิสลามหรือฝ่ายอื่น
กองทัพอียิปต์นั้นมีสัมพันธ์แนบแน่นกับกองทัพอเมริกันมากหลังจากที่ประธานาธิบดีซาดัตลงนามในสนธิสัญญาแคมป์เดวิดปี 1978 กับอิสราเอลที่มีอเมริกาหนุนหลังอยู่ กองทัพอเมริกันประเคนอาวุธและเงินสนับสนุนกองทัพอียิปต์ปีๆหนึ่งนับพันล้านดอลลาร์ ทั้งสองจึงมีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน และแน่นอนว่าสายสัมพันธ์นี้ต้องหนุนความเป็นเซคคิวลาร์ที่มีอยู่ในตัวตนกองทัพอียิปต์เพราะนั่นเป็นประโยชน์ต่ออเมริกาและเข้าทางแนวคิดของตน และมีความเป็นไปได้มากว่าความช่วยเหลือทางทหารระหว่างอียิปต์กับอเมริกานั้นรวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ การปรึกษาหารือและให้คำแนะนำ รวมถึงการออกคำสั่งในบางกรณีด้วยเช่นกัน
เมื่อมีความเคลื่อนไหวในการต่อต้านมุรซีและแนวทางทางการเมืองของเขา และมีการกล่าวหาว่าเขาหักหลังประเทศตนเอง กองทัพโดยการนำของนายพลอับดุลฟัตตาห์ อัซซีซีก็เริ่มเคลื่อนไหว เขาเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันแก้ปัญหา หลังจากนั้นก็มีการชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้มุรซีลาออกจากตำแหน่งโดยทางทหารเองประเมินตัวเลขผู้ชุมนุมเวลานั้นไว้ที่ 4 ล้านคน เขาให้เวลามุรซี 48 ชั่วโมงเพื่อแก้ปัญหาเกี่่ยวกับความขัดแย้งนี้ หากทำไม่ได้เขาจะเข้ามาแทรกแซง และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ วันที่ 3 กรกฎาคม 2013 อัซซีซีได้แถลงการณ์โร๊ดแมพของประเทศซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมการปลดมุฮำหมัด มุรซีออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีด้วย ทำไมผู้นำกองทัพอย่างอัซซีซีต้องทำเช่นนั้น?
คำตอบคือเพราะเขามีแนวเซคคิวลาร์อันเป็นจุดบรรจบกันระหว่างผู้ต่อต้านมุรซีกับกองทัพอียิปต์ กองทัพจึงต้องสำแดงบทบาทของตนในการปกป้องดูแลเซคิลาร์และผู้ฝักใฝ่ชาวอียิปต์ อย่างที่กองทัพตุรกีเคยกระทำมาแล้วในประเทศของตน
โดยสรุปก็คือมีปัจจัย 3 ประการด้วยกันที่ผลักให้มุรซีตกเก้าอี้ในครั้งนี้ คือ คลื่นความคิดแบบเซคคิวลาร์แนวคิดเรื่องความเป็นชนชาติฟาโรห์ และกองทัพอียิปต์เอง ทั้งหมดนั้นก่อตัวมาตลอดศตวรรษก่อน ปัจจัยสองอย่างแรกนั่นดูจะมีจำนวนและอาณุภาพที่มีขีดจำกัดทว่าได้กองทัพเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนั้น กองทัพที่กลายเป็นผู้ชุบเลี้ยงเซคคิวลาร์นั่นเอง
ที่มา islam.in.th

ไม่มีความคิดเห็น: